hifu

hifu กับ rf  แตกต่างกันอย่างไรมาดูกัน

ถ้าพูดถึงหนึ่งในปัญหาที่คุณสาวๆ หรือคุณผู้ชาย มักจะประสบพบเจอกันมากที่สุด ก็คือ ปัญหาในเรื่องของความเหี่ยวย่นต่างๆ ซึ่งบางครั้งความเหี่ยวย่นยานนี้ ก็ทำให้คุณผู้อ่านเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าที่จะออกไปพบปะกับผู้คนหรือทำงาน ที่จะต้องพบกับผู้คนตลอดเวลา จึงจำเป็นที่จะต้องรักษาให้ดูดี เพื่อที่ว่าจะได้เป็นการต่อยอดในหน้าที่การงานต่อไป สำหรับในอดีตการทำหัตถการที่ช่วยในเรื่องของการทำให้ใบหน้ามีความแต่งตึงอีกครั้งนั้น มีตัวเลือกอยู่เพียงไม่กี่ตัวเลือก อีกครั้งยังให้ผลลัพธ์ที่ดีก็จริง แต่ว่าไม่ให้ความเป็นธรรมชาติไม่สามารถยิ้มได้ พูดไม่ชัดเพราะหน้าตึงแสดงสีหน้าไม่ได้ราวกับตุ๊กตา แต่คุณก็ไม่ต้องกังวลนะคะเพราะว่าในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีทางการแพทย์ ทางด้านความสวยความงามนั้นได้มีการพัฒนาการฟื้นฟูผิวให้กลับมาเต่งตึงอีกครั้ง โดยที่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ไม่จำเป็นต้องเปิดแผลและให้ความเจ็บที่น้อยมาก สำหรับบางคนแทบไม่รู้สึกเจ็บเลยด้วยซ้ำ รู้สึกเพียงแต่ว่ามีอะไรอุ่นๆ มาหมุนวนอยู่บนหน้าเท่านั้นเอง ซึ่งอาจจะเคยได้ยินชื่อของการทำ Hifu มาบ้าง เพราะว่าเพียงแค่เปิดสื่อโซเชี่ยวขึ้นมา ถ้าคุณติดตามคลินิคเสริมความงามอยู่ก็จะมีโปรโมชั่นการทำ Hifu นี้ขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ

hifu กับ rf  ต้องมีความเข้าใจก่อนทำ แล้วคุณจะได้ผลลัพธ์ที่ดี

ซึ่งการทำ Hifu นี้นะคะ ก็คือ การที่ใช้เครื่องมือแพทย์และใช้เทคโนโลยีของแสงอัลตร้าซาวด์ ในการยิงความร้อน ส่งเข้าไปในบริเวณผิวหน้า ทำให้ไขมันที่อยู่ในใต้ชั้นผิวเกิดการหดตัวลง เปรียบเทียบเห็นภาพง่ายๆ เหมือนตอนที่คุณย่างนำน้ำมันหมูไปย่าง หรือนำน้ำมันหมูไปต้มเมื่อสุกแล้ว ก็จะมีการหดตัวลงนั่นแหละค่ะ ไขมันบนหน้าเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อโดนความร้อนแล้วมันก็จะหดตัวลง ทำให้เกิดการกระชับขึ้นและไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งผ่านความร้อนเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะคะแต่ยังเป็นการกระตุ้นคอลลาเจนอีกด้วย โดยคอลลาเจนนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในมนุษย์และถูกสร้างจากร่างกายของมนุษย์อยู่แล้ว แต่ต่อมาเมื่อมนุษย์มีอายุเพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้ร่างกายหลั่งผลิตฮอร์โมนออกมา ผลิตคอลลาเจนออกมาน้อยลงทำให้ผิวเกิดความเหี่ยวย่นหย่อนยาน โดยการกระตุ้นคอลลาเจนนี้ก็จะเป็นการกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนออกมาซึ่งทำให้ได้เห็นผลดียิ่งขึ้นค่ะ ฉันก็คงจะเข้าใจถึงประสิทธิภาพของใครคู่กันอยู่แล้วนะคะ คราวนี้เรามาทำความเข้าใจกับประสิทธิภาพของ RF กันบ้างดีกว่า

ทำไมถึงมีให้เลือกมากมาย hifu กับ rf 

คุณผู้อ่านคงคิดว่า ในเมื่อในปัจจุบันนี้มีทางเลือกมากขนาดนี้ แล้วทำไมถึงไม่มีเพียงตัวเดียวไปเลย ทำไมถึงต้องมีหลายตัวด้วย คำตอบคือเพราะว่าความต้องการของผู้บริการแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน บางคนต้องการยกกระชับผิวหน้าเพียงเล็กน้อยต้องการเก็บกรอบหน้าให้คมชัด บางคนต้องการเก็บเพียงแค่เหนียงหรือบริเวณคอ ทำให้ดูมีอายุมากขึ้น ส่วนมากผู้รับเข้ารับบริการ ต้องการยกกระชับผิวด้วย และต้องการลบริ้วรอยด้วยไปในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นวงการแพทย์ทางด้านความสวยความงาม จึงต้องมีการแบ่งระดับเครื่องมือเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เข้ารับบริการให้มากที่สุด ส่วนการทำ RF นั้นช่วยลดริ้วรอยได้จริง ช่วยกระชับผิวได้จริง แต่ไม่มีประสิทธิภาพเท่า HIFU นะคะเพียงแต่ว่า RF จะมีเรื่องของคุณสมบัติพิเศษของตัวเองเพิ่มเติมเข้ามา นั่นก็คือในเรื่องของการทำให้ใบหน้ามีความสดใส ช่วยลดริ้วรอย, ลดสิว, รอยแดง, รอยดำ, ฝ้า, กระต่างๆ อีกทั้งยังช่วยทำให้รอยแตกที่เกิดจากความอ้วน ให้ลดลงได้อีกด้วยค่ะ อีกทั้งยังช่วยเก็บในจุดเล็กๆ เช่น บริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นผิวหนังที่มีความบางมาก ผิวบริเวณร่องจมูกที่จะต้องใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก เป็นต้น คุณสมบัติของ RF เป็นเครื่องไฟฟ้าประเภทคลื่นวิทยุ ส่วนการทำ HIFU นั้นคือ คลื่นแสงจากอัลตร้าซาวด์ สำหรับการทำนั้นอาจจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอะไร แต่จะรู้สึกถึงว่ามีเครื่องมืออุ่นๆ มานวดอยู่บนใบหน้าเท่านั้นเองแต่สำหรับการทำ HIFU นั้นก็จะมีความรู้สึกเจ็บหรือความรู้สึกจี๊ดขึ้นมา ณ ขณะหนึ่งค่ะ ซึ่งคุณอาจจะคิดว่าถ้าการทำ HIFU เจ็บอย่างนี้ ทำ RF ไม่ดีกว่าหรอ แถมไม่เจ็บด้วย คำตอบก็คือได้ค่ะ ถ้าคุณผู้อ่านไม่มีร่องลึกมากจนเกินไป

hifu กับ rf  ปลอดภัย เห็นผล ไม่ต้องพักนาน

การทำหัตถกรรมในโลกยุคใหม่ตอบโจทย์ให้แก่คุณผู้หญิง ที่ไม่ต้องการทำศัลยกรรมเปิดแผล ใช้เวลาพักฟื้นนานอาจจะต้องการแค่การเก็บยกกระชับนิดหน่อย เพราะว่าคุณผู้อ่านบางคนนั้น ทำงานที่ต้องออกไปพบเจอผู้คนตลอด ไม่ว่าจะเป็นครู, เป็นเซลล์, เป็นแม่ค้า, เป็นนางแบบ หรือไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพใดก็ตาม ที่อาจจะไม่มีเวลาพักฟื้นมากนัก ลางานไม่ได้นาน ถ้าจะทำศัลยกรรมทีหนึ่ง ก็จะต้องลามาในช่วงวันหยุดยาว

hifu กับ rf  ไม่ต้องลาทำงาน

ทำเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ก็กลับไปนอนที่บ้าน ตื่นมาก็สามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว ทำให้สามารถมาทำได้เรื่อยๆ เลย และไม่ต้องเสียเวลาวันหยุดยาวที่จะลามาทำอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามถ้าคุณไม่แน่ใจว่าผิวของตัวเองนั้น เข้าข่ายหนักมากหรือไม่ ก็สามารถติดต่อคลินิกที่คุณสนใจแล้ว ก็นัดเวลาเพื่อไปพูดคุยปรึกษากับคุณหมอ ให้คุณหมอได้ดูเช็คสภาพผิวหน้าแท้จริงแล้ว คุณก็จะได้พูดคุยถึงความต้องการกับคุณหมอด้วยว่า ต้องการเก็บกรอบหน้าหรือเก็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องการที่จะทำเยอะอะไรมากมาย คุณหมอก็จะได้ประเมินว่า ค่าบริการนั้นจะอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะว่าการทำ Hifu นั้น จะคิดเป็นจำนวนช็อต ถ้าผิวของคุณมีความเหี่ยวยานมาก ก็จะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย โดยการทำ Hifu ในแต่ล่ะครั้งนั้น เริ่มต้นที่ 2 ช็อตขึ้นไปเท่านั้นค่ะ ก็จะทำให้คุณสามารถประเมินระยะเวลาที่คุณจะมาทำได้ แล้วก็ประเมินเงินได้ ส่วนการทำ RF นั้น จะมีการทำครั้งละ 1 – 30 นาทีค่ะ ซึ่งเป็นการใช้เครื่องมือค่อยๆ นวดหมุนวนไปบนใบหน้าของผู้เข้ารับบริการ แต่จะหมุนวนนานเท่าไหร่นั้น ก็แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับว่าใบหน้าของคุณมีปัญหามากถึงเพียงไหน

เท่านี้คุณผู้อ่านก็คงจะทราบนะคะว่า hifu กับ rf เป็นอย่างไร

ถึงแม้จุดประสงค์หลักจะใช้ในเรื่องการแก้ไขปัญหา เรื่องความหย่อนยานเหมือนกัน แต่ก็ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ให้ Hifu ทำไม่ได้ และในขณะเดียวกันแต่ RF ทำได้ เช่น ในเรื่องของการลดรอยสิว, รอยฝ้า, รอยกระต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันถ้าพูดถึงเรื่องการยกกระชับใบหน้าและกระตุ้นคอลลาเจนแล้ว RF ก็แพ้ Hifu ในจุดนี้ค่ะ ซึ่งก็จะตอบไม่ได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพผิวของคุณผู้อ่านว่าเป็นเช่นไร คุณต้องการแบบไหน ถ้าใบหน้าของคุณมีรอยสิว, รอยแดง, รอยดำ, รอยจุดด่างๆ คุณอาจจะเลิกทำก็ได้ เพราะว่าจะได้ช่วยยกกระชับไปด้วยในระดับหนึ่งแถมร่องรอยที่ไม่พึงประสงค์นี้ก็หายไปด้วย แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีใบหน้าเนียนอยู่แล้ว เพียงแต่มีริ้วรอยที่อยากจะกำจัดก็แนะนำว่าให้ใช้ Hifu ดีกว่าค่ะ ซึ่งผลลัพธ์ของทั้ง 2 วิธีนี้ จะทำให้คุณผู้อ่านสามารถแสดงสีหน้าได้ตามปกติเลย มีความเป็นธรรมชาติ ใบหน้าจะค่อยๆ ดึงจากภายใน การถูกกระตุ้นไม่ใช่เป็นการนำสารใดเข้าไปล็อคผิวบริเวณนั้นให้แข็งเป็นหินเพราะฉะนั้นถ้าคุณกลัวว่าทำแล้วหน้าจะเป็นพลาสติก เหมือนตุ๊กตาขยับหน้าไม่ได้ พูดไม่ชัด เพราะหน้าตึง หมดกังวลไปได้เลยเพราะว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ให้ความเป็นธรรมชาติที่ดีที่สุดแล้ว