ร้อยไหม

ร้อยไหมก้างปลา ดีไหม ไหมที่ใช้มีกี่ชนิด

การร้อยไหมมีมาค่อนข้างนานแล้ว แต่ในยุคแรกๆการร้อยยังไม่มีผู้ชำนาญ ไหมที่ร้อยยังประสิทธิภาพไม่เหมือนในปัจจุบัน เราจะขอพูดถึงไหมก้างปลาหลายคนได้ยินมานานแล้วแต่ยังไม่เข้าใจและยังไม่มั่นใจ มาดูกันว่าไหมก้างปลาเป็นอย่างไร

ร้อยไหมก้างปลา ดีหรือไม่

ร้อยไหมก้างปลา ดีไหม อยากรู้เรามีคำตอบมาให้คุณกันแล้ว เอาเป็นว่าไปดูกันเลย

1.ไหมก้างปลาเป็นรุ่นแรกๆ ที่นำมาใช้ในการยกกระชับใบหน้า ด้วยความที่ตัวไหมเส้นค่อนข้างใหญ่และมีเงี่ยงเหมือนก้างปลา จึงทำการยกกระชับใบหน้าให้ผลที่ดี ส่งผลให้เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก โดยในยุคแรกไหมก้างปลายังเป็นไหมแบบที่ไม่ละลายจึงส่งผลให้บ้างครั้งมีไหมโผล่ออกมา ส่งผลให้ผู้ร้อยไหมต้องไปพบแพทย์เพื่อเอาไหมออก ทำให้คนไม่นิยม แพทย์จึงไม่นำไหมแบบไม่ละลายมาใช้อีก

2.ทันทีที่ร้อยเสร็จใบหน้าจะยกกระชับในครั้งแรกทันที เพราะคุณสมบัติเฉพาะตัวไหมจึงมีผลในการยกกระชับที่ดีนั้นเอง ในขณะที่ไหมแบบเรียบจะให้ผลได้น้อยกว่าจึงทำให้แพทย์ต้องใช้ปริมาณที่มาก แต่ตัวไหมก้างปลาจะใช้ปริมาณที่น้อยกว่าแต่เห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่า

3.ใบหน้าเป็นวีเชฟ อย่างเห็นได้ชัด และยังอยู่ได้นานกว่าไหมประเภทเส้นเรียบ ทั้งยังให้ความตึงกระชับ ความอ่อนเยาว์ได้มากกว่า หน้าจึงดูเด็กลงอีกด้วย ระยะเวลาการยึดเกาะจะนานกว่าไหมแบบเรียบ ดังนั้นใบหน้าจะเข้ารูปด้วยตัวไหมนานถึง 8-12 เดือน แต่ผลหลังจาก นั้นต้องดูที่การใช้ชีวิตของผู้ใช้บริการว่ามีการรักษาสภาพร่างกายตัวเองขนาดไหน บางคนปล่อยให้ตัวเองอ้วนจนใบหน้ากลับมามีเหนียง มีความหย่อนคล้อยอีก เพราะความอ้วน หากเป็นเช่นนี้ นอกจากการร้อยไหมแพทย์จะแนะนำให้ทำการกระชับรูปหน้าแบบอื่นควบคู่กับการร้อยไหม

4.สร้างคอลลาเจนได้มากกว่า การเกาะยึดดีกว่า เพราะไหมเป็นเงี่ยงจึงกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีกว่าไหมชนิดอื่นๆ หลังจากนั้นจะอยู่ที่ อิลาสติน และคอลลาเจนของตัวผู้ร้อยเองแล้วว่าจะสามารถผลิตได้มากเหมือนตอนที่มีไหมหรือไม่ เพราะในบางราย อิลาสติน และคอลลาเจนผลิตได้น้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเมื่อกาลเวลาผ่านไปจึง ทำให้ใบหน้ากลับมามีริ้วร้อยและไม่อ่อนเยาว์เหมือนตอนที่ร้อยไหมมาใหม่ๆ นั่นอาจจะมาจากการที่ผู้ใช้บริการมีอายุที่มากขึ้น จึงอาจต้องกลับไปร้อยเพิ่มอีกนั้นเอง

ไหมที่ใช้มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

ตัวไหมก้างปลา เส้นไหมจะมีทั้งหมด 3 ชนิด คือ

1.PDO เป็นไหมที่มาจากไหมในการเย็บเส้นเลือดหัวใจเพราะเป็นไหมละลายที่มีประสิทธิภาพสูงและจะละลายไปเองตามกระบวนการการทำงานของร่างกาย โดยเฉลี่ย ที่8-12เดือน

2.PLLA เป็นไหมที่ค่อนข้างแข็งและเป็นไหมรุ่นแรกๆในการใช้ร้อยไหมยกกระชับ เพียงแต่ไหมรุ่นนี้จะมีความแข็งค่อนข้างมาก เวลาร้อยในยุคแรกๆผู้รับการร้อยจะสามารถสัมผัสถึงตัวไหมได้ หรืออาจได้ยินเสียงเวลาขยับกล้ามเนื้อหน้า

3.PLC มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูงและเส้นเล็กจึงเหมาะกับการร้อยในจุดที่ละเอียดอ่อนเช่นใต้ดวงตาเป็นต้น ปัจจุบันได้พัฒนาให้มีการผสมตัวPLLAเข้าไปด้วยจึงเป็นการนำจุดแข็งของทั้งสองมารวมกัน เลยกลายเป็นไหมที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

แต่ไหมก้างปลายุคแรกเป็นไหมแบบไม่ละลายซึ่งให้ผลในการเกาะผิวหนังที่ดี แต่ข้อเสียคือไหมมีความแข็งและบางครั้งก็ทะลุใบหน้าผู้ใช้บริการ หรือเกิดเสียงสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้เข้าใช้ ในปัจจุบันจึงเลิกผลิตไปแล้ว และหันมาใช้ไหมละลายกันแทน

การร้อยไหม ราคาแพงหรือไม่

ราคาของแต่ละคลินิกนั้นไม่เท่ากัน บางคลินิกอาจจะถูกกว่า เพียงแต่คุณต้องเช็คกับแพทย์ให้ดีว่าราคาที่ทางคลินิกให้มานั้นใช้ไหมกี่เส้น ใช้ไหมแบบไหน การอยู่ตัวของไหมนั้นระยะการอยู่นานขนาดไหน ราคาอาจเริ่มจาก2,xxx.-ไปจนถึงเป็นหมื่นก็มีแล้วแต่คลินิกนั้นๆ ในบางครั้งคุณอาจจะต้องเช็คราคาของแต่ละคลินิกก่อนที่จะเข้าไปปรึกษา แต่การดูสถานที่ตั้ง ทำเล มาตรฐาน  ความสะอาด ความน่าเชื่อถือของคลินิกเหล่านี้ก็เป็นตัวชี้วัด ที่นอกเหนือจากราคาด้วยเช่นกัน เพราะหากสถานที่สะอาดสะอ้านตั้งอยู่ในจุดที่เป็นแหล่งคนพลุกพล่าน ราคาอาจจะสูงกว่าร้านที่ตั้งอยู่นอกจุดคนพลุกพล่านก็เป็นได้ การดูรีวิวคลินิกก็สำคัญเพราะเป็นตัวชี้วัดความพอใจของผู้ใช้บริการ และการบริการหลังการขายของแต่ละคลินิกนั้นก็สำคัญเพราะบางคลินิกมีราคาถูกแต่ไม่มีบริการหลังการขาย เมื่อคุณเจอปัญหาทางคลินิกอาจจะไม่รับผิดชอบใดๆผิดกับ คลินิกที่ราคาสูงส่วนใหญ่จะรับรองความพึงพอใจของผู้ใช้บริการหลังเข้ารับการร้อยไหม

ร้อยไหมก้างปลาแล้วหน้าบวม เช็คสิเกิดจากอะไร

การบวมของใบหน้าต้องสังเกตว่าเป็นช่วงไหน หากเกิดหลังจากร้อยทันที่สาเหตุอาจมีดังนี้

1.อักเสบเพราะเพิ่งร้อยไหมมา

แน่นอนว่าการร้อยไหมคือการใช้เข็มแทงเส้นไหมเข้าไปใต้ชั้นผิวของเราซึ่งเป็นการก่อให้เกิดแผล เป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และกระตุ้นให้เลือดไปซ่อมแซมส่วนที่เกิดบาดแผล จึงทำให้ใบหน้ามีการบวมจากการอักเสบนั่นเอง แต่ทั้งนี้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะอาการอักเสบจะค่อยๆ ทุเลาลง เว้นแต่ว่าจะมีการอักเสบอย่างรุนแรง ซึ่งควรไปพบแพทย์โดยด่วน

2.ไม่ประคบเย็น

หลังการร้อยไหมแพทย์จะแจ้งให้ผู้ใช้บริการ ทำการประคบเย็นทุกๆ 2-4 ชั่วโมง เพื่อเป็นการหยุดการไหลของเลือดไม่ให้มาคั่งบริเวณใบหน้าจนมากเกินไป หากผู้ใช้บริการไม่ประคบเย็นในช่วงแรกหลังร้อยไหมจะส่งผลให้ใบหน้าบวมได้ เพราะฉะนั้นหลังร้อยไหมเสร็จ อย่าลืมประคบเย็นเพื่อลดบวมกันด้วย

3.ไม่ทานยา

เพราะการทำให้ร่างการเกิดบาดแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อแพทย์ผู้ทำการร้อยไหมจะจ่ายยา ทั้งแก้อักเสบ แก้ปวด ในบางรายอาจได้ยาลดบวมไปอีกด้วย แต่หากผู้เข้ารับการร้อยไหมไม่ทานยาให้ตรงตามที่แพทย์สั่ง หรือทานบ้างไม่ทาน อาจทำให้เกิดการดื้อยา และการอักเสบของแผลจนทำใบหน้าบวมและเจ็บได้ ในบางรายอาจร้ายแรง ถึงขั้นติดเชื้อ จนทำให้เสียโฉมได้เลยทีเดียว

4.ปล่อยให้หน้าโดนน้ำ หรือถูหน้าแรงจนเกินไป

หลังทำแพทย์ต้องสั่งไม่ให้ใบหน้าของผู้เข้าใช้บริการโดนน้ำแน่นอนอยู่แล้ว แต่หากตัวคุณไม่ฟังในสิ่งที่แพทย์สั่ง ยังล้างหน้าทั้งที่เพิ่งร้อยไหมมาแน่นอนว่าแผลต้องติดเชื้อ ขนาดแผลมีดบาดพอโดนน้ำยังหายช้า นับประสาอะไรกับแผลบนใบหน้า คุณต้องเป็นคนที่ดูแลตัวเอง หากคุณไม่ดูแลตัวเอง คุณจะโทษแพทย์ย่อมไม่ได้แน่นอนอยู่แล้ว เช่นกันกับการถูหน้าแรงๆ อาจทำให้แผลเกิดการอักเสบขึ้นมาได้อีก แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้น ก็คือเส้นไหมที่คุณร้อยเอาไว้เกิดหักหรือขาดละก็คุณจะต้องเสียเงินเพื่อเอาออกในกรณีที่มีไหมโผล่ออกมานอกใบหน้า หรือต้องเสียเงินกลับไปร้อยไหมใหม่ เพราะใบหน้ากลับมาหย่อนคล้อยไม่เท่ากัน ข้างหนึ่งตึงอีกข้างหนึ่งหย่อนคล้อยคุณต้องไม่ชอบใจแน่ และกว่าจะร้อยใหม่ได้ก็ไม่แน่ว่าหมอจะวินิจฉัยทำให้ทันทีหรือไม่ ดังนั้นหลีกเลี่ยงได้ก็พยายามหลีกเลี่ยง อดทนสักนิดเพราะใบหน้ามีแค่ใบหน้าเดียว คุณควรทะนุถนอมสักนิด

แต่หากหลังการร้อยผ่านไปแล้วใบหน้าเกิดมีอาการบวมขึ้น สิ่งที่คุณควรทำคือไม่ควรวินิจฉัยอาการด้วยตัวเองหากคุณไม่ใช่แพทย์เฉพาะทาง แต่คุณควรไปพบแพทย์ทันทีหากเจอสิ่งผิดปกติ และไม่ควรกินยาก่อนที่แพทย์สั่งเพราะนั่นเป็นอันตรายอย่างมาก ทั้งการเลือกคลินิก การศึกษาเรื่องเส้นไหม การดูแลตัวเองหลังจากที่ร้อยไหมมา คุณควรต้องศึกษาและปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวไม่ควรปรึกษาผ่านนายหน้า ซึ่งคุณสามารถเดินไปขอคำปรึกษาที่คลินิกที่คุณเล็งไว้ได้เลย แล้วคุณจะร้อยไหมได้อย่างปลอดภัย พร้อมได้ผลัพธ์ที่โดนใจแน่นอน